www.thesiamtharawalai.com

ตำนาน บ้านบางระจัน

รายชื่อวีรชนที่ปรากฏในประวัติศาสตร์

พระอาจารย์ธรรมโชติ เดิมอยู่วัดเขานางบวช แล้วมาอยู่วัดโพธ์เก้าต้น มีความรู้ ทางวิชาอาคม เป็นที่พึ่งทางใจแก่ชาวค่ายบางระจัน

... นายแท่น เป็นชาวบ้านสีบัวทอง ถืออาวุธสั้น ถูกปืนของพม่าที่เข่าใน การรบครั้งที่ ๔ เสียชีวิตเมื่อการรบครั้งสุดท้าย

นายอิน เป็นชาวบ้านสีบัวทอง

นายเมือง เป็นชาวบ้านสีบัวทอง

นายโชติ เป็นชาวบ้านสีบัวทอง ถืออาวุธสั้น

นายดอก เป็นชาวบ้านกลับ

นายทองแก้ว เป็นชาวบ้านโพทะเล

นายจัน หนวดเขี้ยว เก่งทางใช้ดาบ เสียชีวิตในการรบครั้งที่ ๘

นายทอง แสงใหญ่ ---

นายทองเหม็น ขี่กระบือเข้าสู้รบกับพม่า ตกในวงล้อมถูกพม่าตีตายใน การรบครั้งที่ ๘

ขุนสรรค์ มีฝีมือเข้มแข็งมักถือปืนเป็นนิจ แม่นปืน

พันเรือง

เรื่องราว ของชาวบ้าน ๑๑ คน ที่ กลับกลาย เป็นตำนาน ด้วยต่าง หยิบดาบ สู้กับพม่า ด้วยหัวใจ กล้าต่อกร กับ ทัพพม่า ที่มี ไพรพล มหาศาล...ในเวลานั้น พม่าแบ่ง กำลังออก เป็น ๒ เส้นทาง มังมหานรธา ตีจาก ทิศตะวันตก เน เมียวสีหบดี ตีไล่จาก ทางเหนือ หวังขนาบ กรุงศรี อยุธยา ครานั้น ทัพของ เนเมียว ต้องล่าช้า ไปเนื่องจาก ติดพัน การ ต่อสู้ กับกลุ่ม ชาวบ้านที่ รวมตัว กันในนาม "บางระจัน"

เนเมียวสีหบดี แค้นหนัก ที่กองทัพ ของตน พ่ายแพ้ ถึง ๓ ครั้ง จึงเพิ่ม กำลังหนัก เข้าชาว บางระจัน รบกัน อย่าง ถวายหัว แต่คราวนั้น พ่อแท่น หัวหน้า ของชาวบ้าน ถูกยิงได้รับ บาดเจ็บ ทุกคน จึงต้องหา ผู้นำคนใหม่ ขณะนั้น ข่าวการ ชนะพม่า ของบางระจัน กระจายไปทั่ว ชาวบ้าน มากมาย พากัน มารวม ตัวสู้ บางระจัน ได้ผู้ มีฝีมือ อีกสองคน มาช่วย คือ นายดอก ครูมวย จากวิเศษไชยชาญ แลนาย ทองแก้ว ครูดาบ บ้านโพธิ์ ทะเล

ชื่อกลุ่มโจร ของนายจัน หนวดเขี้ยว เป็นที่ กล่าวขาน ในเวลานั้น บางระจัน จึงส่ง นายอิน มือแม่นธนู นายเมือง คนหนุ่ม ใจกล้า แลพวก เสี่ยงภัย ออกจากค่าย ไปตาม นายจัน ยอมมา ช่วยบางระจัน ทันที เมื่อรู้ว่า พระอาจารย ธรรมโชติ ย้ายจาก เขานางบวช บ้านเกิด ของตน ที่วอดวาย ไปแล้ว มาจำวัด ที่บางระจัน นายจัน หนวดเขี้ยว เป็น นักรบ ประเภท ยอมหัก ไม่ยอมงอ ด้วยครั้งหนึ่ง ตนเคยเสียชีวิต ลูกเมีย ให้กับพม่า

เมื่อ ได้เป็นผู้ นำคนใหม่ จึงเปลี่ยนแปลง บางระจัน ให้ทุกคน มีวินัย และ ไม่ทำอะไร ตามใจ ตัวเอง ทำให้ นายจัน ไม่เป็น ที่ถูกใจ ของนาย ทองเหม็น ขี้เมาพเนจร ที่ชอบ ขี่ควาย แอบออก จากค่าย ไปตีพม่า อยู่บ่อยครั้ง ไม่มีใครรู้ สาเหตุว่า นายทองเหม็น ทำอย่างนั้น เพื่ออะไร เมื่อหยุดจาก การรบ ชาวบ้าน ก็เป็นเพียง ชาวบ้าน ความรัก ของนายเมือง และ อีแตงอ่อน ลูกสาว พ่อแท่น กำลัง ก่อตัวขึ้น อย่างงดงาม พ่อแง่แม่งอน ตามประสา เช่นเดียวกับ นายอิน กับ อีสา เมียรัก ที่เพิ่ง อยู่กินกัน ความกดดัน จากสงคราม ทำให้อีสา ไม่บอกให้ นายอินว่า ตนกำลังท้อง ด้วยกลัวผัว จะเป็นกังวล

นายเมือง นายอิน ต้องเสี่ยงภัย กันอีกครั้ง เมื่อต้อง เดินทางไป กรุงศรีอยุธยา เพื่อขอ ปืนใหญ่ แต่เมื่อ ไปถึงกลับ ได้รับการ ปฏิเสธ กลับมา เมื่อนายอิน กลับมา แล้วมารู้ ทีหลังว่า เมียกำลังท้อง แล้วนายปลั่ง เพื่อนรัก ที่ ร่วมรบ กันมา จนบาดเจ็บ พิษไข้ ขึ้นถึงกลับ วิกลจริต ไป ซ้ำมารู้ว่า ตนกำลัง จะมีลูก นึกแค้น พม่าหนัก นัดพา พวกล่องเรือ ไปตีพม่า ถึงในค่าย โดยไม่รู้ว่า พม่าเอง ก็แอบส่ง กำลัง มาตีบางระจัน เช่นกัน ครั้งนั้น ด้วยใจร้อน นายอิน พาคน ไปตาย มากมาย ซ้ำกลับ มา ค่ายบางระจัน ก็ถูกตี จนยับเยิน คนตาย มากมาย ชาวบ้าน ก็พากัน อพยพ หนีไป นายจัน ท้อใจ จะ กลับไป เป็น กองโจร เหมือนเดิม หากแต่ ได้กำลังใจ อย่าง ไม่คาดคิด จากนาย ทองเหม็น ขี้เมา ที่เป็น อริกัน มาตลอด และรู้ว่า แท้จริงแล้ว นายทองเหม็น เองก็มีอดีต ที่เจ็บปวด ไม่น้อย ไปกว่าตน

ยามนั้น พม่าได้แต่งตั้ง นายกอง คนใหม่ นามว่า สุกี้ เข้าตี บางระจัน ทัพสุกี้ ครั้งนี้มี กองปืนใหญ่ มาด้วย บางระจัน เอาปืนใหญ่ เข้าสู้ทั้งที่ร้าว อย่างไม่มี ทางเลือก ทุกคน รู้ชะตากรรม ว่า นี่คงเป็น ครั้งสุดท้าย ของบ้าน บางระจัน แล้ว
...............................

 

พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา

ครั้น ณ เดือนสาม ปีระกา สัปตศก พวกชาวเมืองวิเศษชัยชาญ และเมืองสิงคบุรี เมืองสรรคบุรี เข้าเกลี้ยกล่อมพม่า พม่าเร่งเอาทรัพย์เงินทองและบุตรหญิง จึงชวนกันลวงพม่าว่าจะให้บุตรหญิง และเงินทอง แล้วคิดกันจะสู้รบพม่า บอกกล่าวชักชวนกันทุกๆ บ้าน และ นายแท่น ๑ นายโช ๑ นายอิน ๑ นายเมือง ๑ ชาวบ้านสีบัวทองแขวงเมืองสิงห์ นายดอกชาวบ้านตรับ นายทองแก้วชาวบ้านโพทะเล คนเหล่านี้มีสมัครพรรคพวกมาก เข้าเกลี้ยกล่อมพม่าซึ่งยกทัพมาทางเมืองอุทัยธานี ครั้นพม่าตักเตือนเร่งรัดจะให้ส่งบุตรหญิง จึงให้นายโชคุมพรรคพวกเข้าฆ่าพม่าตาย ๒๐ เศษ แล้วพากันหนีมาหาพระอาจารย์ธรรมโชติวัดเขานางบวช มีความรู้วิชาการดี มาอยู่ ณ วัดโพธิ์เก้าต้น ในบ้านบางระจันเอาเป็นที่พึ่ง และพาสมัครพรรคพวกครอบครัวทั้งปวงมาอยู่ ณ บ้านระจัน และนายแท่นกับผู้มีชื่อเหล่านั้นชักชวนคนชาวบ้านได้ ๔๐๐ เศษ มาตั้งค่ายมั่นอยู่ที่บ้านระจันทั้งสองค่าย พระอาจารย์นั้นลงตะกรุด ประเจียดและมงคลแจกให้ และพม่าประมาณร้อยเศษตามมาจับพันเรือง มาถึงบ้านระจันก็หยุดอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำฟากข้างโน้น นายแท่นรู้จึงจัดแจงคนให้รักษาค่าย แล้วก็พาคนสองร้อยข้ามน้ำไปรบกับพม่า พม่ายิงปืนได้นัดเดียว นายแท่นกับคนสองร้อยล้วนถืออาวุธสั้นเข้าฟันแทงพวกพม่าถึงตะลุมบอนฆ่าพม่า ตายทั้งร้อยเศษเหลือแต่ตัวนายสองคนขึ้นม้าควบหนีไปได้ จึงไปแจ้งความแก่นายทัพนายกองซึ่งตั้งค่ายอยู่ ณ แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ แล้วบอกไปถึงแม่ทัพ แม่ทัพจึงให้เยกิหวุ่นคุมพลพม่าเจ็ดร้อยยกไปตีค่ายบ้านระจัน ก็แตกพ่ายมาอีกเป็นสองครั้ง จึงให้ติงจาโปคุมพลเก้าร้อยยกไปตีอีก ก็แตกพ่ายมาเป็นสามครั้ง พวกพม่าขยาดฝีมือไทยค่ายบ้านระจันยิ่งนัก หยุดอยู่อีกสองวันสามวัน แม่ทัพจึงเกณฑ์ให้สุรินทจอข่องเป็นนายทัพใหญ่ คุมพลทหารเกณฑ์กันทุกค่ายเป็นคนพันเศษ ม้าหกสิบม้า ยกไปตีค่ายบ้านระจันอีกเป็นสี่ครั้ง สุรินทจอข่องก็ยกพลทหารไปถึงทุ่งบ้านห้วยไผ่ พวกค่ายบ้านระจันจึงจัดกันให้นายแท่นเป็นนายทัพ พลสองร้อยให้นายทองเหม็นเป็นปีกขวา พันเรืองเป็นปีกซ้าย คุมพลกองละสองร้อยทั้งสามกองเป็นคนหกร้อย มีปืนคาบชุดคาบศิลาของชาวบ้านบ้าง ปืนของพม่าซึ่งแตกหนีล้มตายเก็บได้บ้าง ทั้งเก็บกระสุนดินของพม่าซึ่งทิ้งเสียเก็บไว้ได้บ้าง และตัวนายทั้งสามคนนั้นก็นำพลทหารทั้งสามกองยกออกจากค่าย ไปถึงคลองสะตือสี่ต้น จึงตั้งทัพดากันอยู่ทั้งสามกอง คอยรับทัพพม่า ที่ต้นสะตือใหญ่มีบ่อน้ำอยู่กลางทุ่ง กองทัพพม่ายกมาตั้งอยู่ฟากคลองข้างโน้น ได้ยิงปืนโต้ตอบกันทั้งสองฝ่าย พม่าเห็นพวกไทยน้อยก็ตั้งรบอยู่มิได้ท้อถอย ทัพไทยจึงขนเอาไม้และหญ้ามาถมคลอง แล้วยกข้ามรุกไปรบพม่าถึงอาวุธสั้น เข้าไล่ตะลุมบอนแทงฟันฆ่าพม่าล้มตายเป็นอันมาก และสุรินทจอข่องนายทัพนั้นกั้นร่มระย้าอยู่ในกลางพล เร่งให้ตีกลองรบ รบกั้นตั้งแต่เช้าจนตะวันเที่ยง พลทหารไทยวิ่งเข้าฟันตัดศีรษะสุรินทจอข่องขาดตกม้าตายในท่ามกลางสนามรบ และนายแท่นซึ่งเป็นนายทัพไทยนั้นวิ่งเข้าไปในกลางพลพม่า ไล่แทงพม่าตายเป็นหลายคน และตัวนายแท่นนั้นถูกปืนพม่าที่เข่าล้มลง พวกพลช่วยกันหามออกมาจากที่รบ และพลทหารทั้งสองฝ่ายต่างเหนื่อยอ่อนอิดโรย ก็รอรบถอยออกจากกันทั้งสองข้าง หยุดพักอยู่ข้างละฟากคลอง พวกชาวบ้านระจันก็นำอาหารออกมาส่งเลี้ยงดูพวกทหาร ฝ่ายพม่าก็หุงข้าวสุกบ้างยิงบ้าง ที่ได้กินข้าวบ้างยังไม่ได้กินบ้าง พวกทหารไทยกินอาหารเสร็จพร้อมกันแล้ว ก็แต่งตัวยกข้ามคลองแล่นเข้าโจมตีทัพพม่าพร้อมกัน

ฝ่ายพลพม่าสาละวนขุดหลุมฝังศพนายอยู่ บ้างตีกลองประโคมศพ บ้างร้องไห้รักนาย ไม่เป็นอันจะต่อรบ ก็แตกพ่ายหนีไปต่อหน้า พลทหารไทยไล่ติดตามไปทันฆ่าฟันพม่าตายเสียเป็นอันมาก เก็บได้ปืนและเครื่องศัสตราวุธผ้านุ่งห่มต่างๆ แต่ไล่ติดตามพม่าไปจนเย็นจวนจะใกล้ ค่ำจึงกลับมายังค่าย และพลพม่าตายประมาณแปดร้อยเศษ ที่เหลือรอดกลับมาสามร้อยเศษ ต้องอาวุธบาดเจ็บก็มาก ข้างทัพไทยตายหกสิบเศษ ป่วยเจ็บสิบสองคน ขณะนั้นชาวบ้านอื่นๆ พาครอบครัวเข้ามาอาศัยอยู่ในค่ายบ้านระจันเป็นอันมาก

ฝ่ายพม่ากลัวฝีมือชาวบ้านระจันยิ่งนัก แต่จัดแจงกะเกณฑ์ปรึกษากันอยู่ประมาณสิบเอ็ดสิบสองวัน แม่ทัพจึงแต่งให้แยจออากาเป็นนายทัพ เกณฑ์แบ่งพลทหารไปทุกๆ ค่ายเป็นคนพันเศษ สรรพด้วยม้าเครื่องสรรพาวุธให้ยกไปตีค่ายบ้านระจันอีก ก็แตกพ่ายหนีมาเป็นห้าครั้ง แล้วแม่ทัพจึงแต่งให้จิกแกปลัดเมืองทวายเป็นนายทัพคุมพลร้อยเศษยกไปตีเป็นหก ครั้งก็แตกพ่ายมา จึงแต่งให้อากาปันญีเป็นนายทัพคุมพลพันเศษยกไปรบอีกเป็นเจ็ดครั้ง และอากาปันญียกไปตั้งค่ายอยู่ ณ ตำบลบ้านขุนโลก ฝ่ายทัพไทยข้างบ้านระจันจึงจัดให้ขุนสันฝีมือยิงปืนแม่นเป็นนายพวกทหารปืน คอยป้องกันทหารม้าพม่า แล้วแต่งให้นายจันหนวดเขี้ยวเป็นนายทัพใหญ่คุมทหารพันเศษยกออกตีทัพพม่า เข้าล้อมค่ายไว้ ฝ่ายทัพพม่าตั้งค่ายยังไม่ทันแล้ว ทัพไทยวกเข้าโจมตีข้างหลังค่าย ยิงแทงฟันพม่าตายแทบถึงพัน และอากาปันญีนายทัพนั้นก็ตายอยู่ในค่าย ทัพไทยได้ม้าและผ้านุ่งห่มศัสตราวุธต่างๆ เป็นอันมาก พม่าแตกหนีเหลือรอดมานั้นน้อยประมาณร้อยเศษ ตั้งแต่นั้นมาพม่ายิ่งกลัวฝีมือไทยค่ายบ้านระจันนัก เกณฑ์กันจะให้ไปรบอีกมิใคร่ได้หยุดนานไปถึงกึ่งเดือน

ฝ่ายในกรุงเทพมหานครนั้น ขณะเมื่อกองทัพพม่ายกเข้ามาจะใกล้ถึงกรุงนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวดำรัสสั่งให้ออกไปนิมนต์พระสงฆ์ราชาคณะซึ่งอยู่วัด นอกเมืองนั้นให้เข้ามาอยู่ในวัดพระนครทั้งสิ้น และสมเด็จพระอนุชาธิราชซึ่งทรงผนวชอยู่ ณ วัดประดู่นั้น ก็เสด็จเข้ามาอยู่ ณ วัดราชประดิษฐาน ขุนนางและราษฎรชวนกันไปทูลเชิญเสด็จให้ลาผนวชออกช่วยราชการแผ่นดินป้องกัน รักษาพระนครเหมือนเมื่อศึกมังลอกครั้งก่อน ก็หาลาผนวชออกไม่ และเพลาเสด็จไปทรงรับบิณฑบาตชาวเมืองชวนกันเขียนหนังสือห่อใส่บาตรเป็นใจ ความทูลวิงวอนให้ลาผนวช และได้ห่อหนังสือในบาตรเป็นอันมากทุกๆ วัน

ขณะนั้น ในพระนครได้ทราบข่าวชาวบ้านระจันตั้งค่ายต่อรบพม่า พม่ายกทัพไปตีแตกพ่ายมาเป็นหลายครั้ง ชาวบ้านระจันฆ่าพม่าเสียเป็นอันมาก เห็นพม่าย่อท้อถอยกำลังลง สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินจึงดำรัสให้เสนาบดีเกณฑ์กองทัพจะให้ยกออกไปรบพม่า แล้วโปรดให้ถอดเจ้าหมื่นศรีสรรักษ์ออกจากโทษ ให้คงฐานาศักดิ์ทำราชการดังเก่า จึงโปรดให้พระยาพระคลังเป็นแม่ทัพ กับทั้งท้าวพระยาข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยเป็นหลายนาย และทัพหัวเมืองสมทบด้วยก็หลายเมืองเป็นคนหมื่นหนึ่ง ให้ยกออกไปตีค่ายพม่าซึ่งตั้งอยู่ ณ วัดป่าฝ้าย ปากน้ำประสบ และให้สานกระชุกแบกไปเป็นอันมาก สำหรับเมื่อจะตั้งรบที่ใดจะเอากระชุกตั้งเรียงให้ชิดกัน แล้วจะขุดมูลดินบรรจุลงในกระชุกเป็นสนามเพลาะ บังตัวพลทหารกันปืนข้าศึก พระยาพระคลังและนายทัพนายกองทั้งปวงกราบถวายบังคมลาแล้วยกกองทัพออกจาก พระนครวันนั้น รี้พลมากเต็มไปทั้งท้องทุ่ง แม่มัพหยุดแคร่ที่ใดกองทัพก็หยุดที่นั้น พร้อมๆ กันเป็นกองๆ รั้งรอไป ครั้นไปถึงที่ใกล้ค่ายพม่าก็ตั้งทัพดากันอยู่ และทหารพม่าขี่ม้าข้ามน้ำไปหาค่ายใหญ่ฟากตะวันตกเป็นหลายม้า จึงขับทหารเข้าตีค่าย พม่าในค่ายยิงปืนใหญ่น้อยออกมาต้องพลทัพไทยล้มลงสี่ห้าคน กองทัพทั้งนั้นก็ถอยมาสิ้น ครั้นเพลาเย็นก็เลิกกลับเข้าพระนครอยู่สองสามวัน จึงมีพระราชดำรัสให้ทัพพระยาพระคลังยกออกไปตีค่ายปากน้ำประสบอีก ขณะนั้นบรรดาชาวพระนครทั้งคฤหัสถ์และสมณะไม่เคยเห็นเขารบกัน ชวนกันตามกองทัพออกไปรบดูพม่าเป็นอันมากและกองทัพยกออกไปตั้งอยู่ยังไม่ทัน เข้าตีค่าย พม่าแต่งกลให้รี้พลยกหาบคอนออกหลังค่ายทำทีจะแตก พวกกองอาจสามารถชวนกันวิ่ง่เข้าไปใกล้ค่ายพม่า และเนเมียวแม่ทัพขับพลทหารทั้งคนทั้งม้าออกไล่โอบหลังกองทัพไทย พุ่งหอกซัดและยิงปืนบนหลังม้าต้อง พลทัพไทยตายเป็นหลายคน กองทัพไทยมิได้ต่อรบ พากันแตกพ่ายหนีถอยลงมา ณ โพธิ์สามต้นทั้งสิ้น และเจ้าหมื่นศรีสรรักษ์ เจ้าหมื่นเสมอใจราช ขี่ม้าข้ามน้ำหนีมาฟากตะวันออก แต่กองพระยาตากรอรบอยู่ค่อยข้ามมาต่อภายหลัง ทัพม้าพม่าไล่ติดตามพุ่งหอกซัดต้องพลทัพไทยและคนซึ่งตามออกไปดูรบศึกนั้นบาด เจ็บเป็นอันมาก ที่ล้มตายก็กลาดเกลื่อนไป กองทัพไทยก็พ่ายหนีเข้าพระนคร พวกทัพพม่าก็กลับไปค่าย

ฝ่ายนายทัพนายกองพม่าทั้งปวง จึงปรึกษากันจัดหาผู้ซึ่งจะเป็นนายทัพ จะให้ยกไปตีเอาค่ายบ้านระจันให้จงได้ ขณะนั้นรามัญคนหนึ่งเป็นมอญเก่าอยู่ในพระนครนี้มาช้านาน เข้าเกลี้ยกล่อมพม่าฝีมือรบเข้มแข็ง แม่ทัพพม่าตั้งให้เป็นพระนายกอง จึงเข้ารับอาสาจะขอไปตีค่ายบ้านระจันให้แตกจงได้ แม่ทัพจึงเกณฑ์พลพม่ารามัญให้สองพัน ตั้งให้พระนายกองเป็นนายทัพ สรรพด้วยม้าเครื่องสรรพาวุธ ให้ยกไปตีค่ายบ้านระจันอีกเป็นแปดครั้ง และพระนายกองยกทัพไปตีค่ายบ้านระจันครั้งนั้นมิได้ตั้งทัพกลางแปลง ให้ตั้งค่ายรายไปตามทางสามค่าย แล้วให้รื้อค่ายหลังผ่อนไปตั้งข้างหน้าอีก แต่เดินค่ายไปตามทางทีละสามค่าย ดังนี้ถึงกึ่งเดือนจึงไปเกือบจะใกล้ค่ายบ้านระจัน พวกตัวนายค่ายบ้านระจันคุมพลทหารยกออกตีค่ายพระนายกองเป็นหลายครั้งไม่ แตกฉาน และพระนายกองตั้งมั่นรับอยู่แต่ในค่ายมิได้ออกรบนอกค่าย พวกบ้านระจันเสียคนล้มตายเป็นอันมาก วันหนึ่งนายทองเหม็นกินสุราเมาขี่กระบือเผือกยกพลเข้าตีค่ายพม่า พระนายกองขับพลรามัญออกต่อรบนอกค่าย นายทองเหม็นขับกระบือไล่ถลำเข้าในกลางทัพแต่ผู้เดียว แทงพลพม่ารามัญตายเป็นหลายคน พวกพม่าต่อรบต้านทานล้อมเข้าไว้ได้ เข้ารุมฟันแทงนายทองเหม็นไม่เข้า นายทองเหม็นสูรบอยู่ผู้เดียวจนสิ้นกำลัง พม่าจับตัวได้ก็ทุบตีตายในที่นั้น พวกทัพบ้านระจันเสียนายแล้วก็แตกหนีไปค่าย ทัพพม่าพระนายกองก็ยกติดตามมาถึงบ้านขุนโลกใกล้ค่ายบ้านระจันจึงให้เก็บเอา ศพพม่าซึ่งตายแต่ทัพก่อนๆ นั้นเผาเสียสิ้น แล้วก็ตั้งค่ายใหญ่ลงที่นั้นรักษามั่นอยู่ ทัพบ้านระจันออกตีเป็นหลายครั้งไม่แตกก็เสียน้ำใจท้อถอย พระนายกองจึงให้ขุดอุโมงค์เดินเข้าไปใกล้ค่ายบ้านระจันแล้วปลูกหอรบขึ้นสูง เอาปืนใหญ่ยิงเข้าไปในค่ายต้องไทยตายเป็นอันมาก และตีเอาค่ายน้อยบ้านระจันได้ ยังแต่ค่ายใหญ่ และนายแท่นซึ่งถูกปืนพม่าเข่าหักแต่ก่อนนั้นป่วยมานาน ก็ถึงแก่กรรมลงในเดือนหก ปี จอ อัฐศก

ขณะนั้นขุนสันซึ่งมีฝีมือเข้มแข็งถือปืนอยู่เป็นนิจและนายจันหนวดเขี้ยวยกพล ทหารออกรบกับพม่าอีกเป็นหลายครั้ง วันหนึ่งพลพม่าโอบหลังเข้าได้ ก็ฆ่าขุนสันกับทั้งนายจันหนวดเขี้ยวตายในที่รบทั้งสองนาย ยังแต่พันเรืองกับนายทองแสงใหญ่อยู่ในค่ายบ้านระจัน เห็นเหลือกำลังจะสู้รบพม่าจึงบอกเข้ามาในเมือง ขอปืนใหญ่และกระสุนดินดำ เสนาบดีจึงปรึกษาลงเห็นพร้อมกันมิได้ให้ ว่าถ้าพม่าตีค่ายบ้านระจันแตกแล้วก็จะได้ปืนใหญ่และกระสุนดินดำเป็นกำลัง เข้ามารบพระนคร เหมือนหนึ่งให้กำลังแก่ข้าศึก แต่พระยารัตนาธิเบศนั้นหาลงเห็นด้วยไม่ จึงออกไป ณ ค่ายบ้านระจัน คิดอ่านเรี่ยไรทองชาวบ้านซึ่งอยู่ในค่ายมาหล่อปืนใหญ่ขึ้นได้สองกระบอก ก็บกพร่องร้าวรานไปหาบริบูรณ์ไม่ เห็นจะคิดการสงครามไม่สำเร็จก็กลับเข้าพระนคร ฝ่ายชาวบ้านระจันหาที่พึ่งมิได้ ไม่มีใครช่วยอุดหนุน ก็เสียใจย่อหย่อนอ่อนฝีมือลง เห็นจะสู้รบต้านทานพม่าไม่ได้ แต่ตั้งต่อรบพม่ามาแต่เดือนสี่ปลายปีระกาสัปตศก จึงถึงเดือนแปดปีจออัฐศกได้ห้าเดือน เห็นเหลือกำลังที่จะขับเคี่ยวทำสงครามกับพม่าสืบไปอีก ต่างคนก็พาครอบครัวหนีไปจากค่าย ที่ยังอยู่นั้นน้อย ผู้คนก็เบาบางลง

ครั้นถึง ณ วันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ ปีจอ อัฐศก พม่าก็ยกเข้าตีค่ายใหญ่บ้านระจันแตก ฆ่าคนเสียเป็นอันมาก ที่จับเป็นไปได้นั้นก็มาก บรรดาครอบครัวชายหญิงเด็กและผู้ใหญ่ซึ่งเหลือตายอยู่นั้นให้กวาดเอาไปสิ้น แล้วก็เลิกทัพกลับไปยังค่ายพม่า ตั้งแต่รบกันมาห้าเดือนจนเสียค่าย นั้น ไทยตายประมาณพันเศษ พม่าตายประมาณสามพันเศษ และพระอาจารย์ธรรมโชตินั้น กระทำสายสิญจน์มงคล ประเจียด ตะกรุดต่างๆ แจกให้คนทั้งปวง แต่แรกนั้นมีคุณอยู่คงแคล้วคลาดคุ้มอันตรายอาวุธได้ขลังอยู่ ภายหลังผู้คนมาอยู่ในค่ายมากสำส่อน ที่นับถือแท้บ้างไม่แท้บ้าง ก็เสื่อมตบะเดชะลง ที่อยู่คงบ้างที่ต้องอาวุธบาดเจ็บล้มตายบ้าง และตัวพระอาจารย์นั้นที่ว่าตายอยู่ในค่ายก็มี ที่ว่าหายศูนย์ไปก็มี ความหาลงเป็นแน่ไม่

 

 

www.thesiamtharawalai.com
thamxxx2@hotmail.com
เดอะ สยามธาราวาลัย  Bangkok Thailand.
สังคมอุดมคุณธรรม กับ เดอะ สยาม ธาราวาลัย
ทิวากร  ทองอินทร์

ธาราวาลัยพัตรา   Tharawalai Phatra   สะบันงาศรีจำปา / ทิวากร ทองอินทร์ / thiwakorn thong-in
สุวรรณพัตรา / suwannaphatra

Copyright © 2008 www.thesiamtharawalai.com All rights reserved.

Web Counter