สุวรรณพัตรา
ทองคำเพื่ออนาคต
.......................................................................................

          ทองคำทรงคุณค่าอมตะนิรันดร์กาล ทองมีคุณค่าและราคาเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทองเป็นวัตถุที่มีคุณค่าสามารถใช้แลกเปลี่ยนได้
การมีทองสะสมเก็บเอาไว้จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรามีความมั่นคงในชีวิต ผมเป็นคนหนึ่งที่มีความคิดที่อยากจะสะสมทองคำเพราะผมเห็นว่า
ทองเพิ่มคุณค่าและราคาอยู่ตลอดเวลา ผมเคยซื้อทองมาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ราคาประมาณ 4,500 บาท แต่ปัจจุบันราคาสูงถึง 25,000 บาท (19/01/2555)
แตกต่างกันมากเลยนะครับ ถ้าผมเก็บเงิน 4,500 บาทในวันนั้นไว้ ในวันนี้เงิน 4,500 บาทก็ยังคงมีจำนวน 4,500 บาทเท่าเดิม เงินเท่าเดิมแต่ซื้อของได้น้อยลง

          สุวรรณพัตรา ทองคำเพื่ออนาคต เราเล็งเห็นอนาคตและอยากเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับท่าน
สำหรับผู้ที่ต้องการสะสมทองคำแต่ไม่มีเงินก้อนที่จะซื้อไว้ครอบครอง เรามีทางเลือกให้ท่าน ท่านไม่ต้องเสียเงินก้อนทั้งหมดในการจัดซื้อทองคำเราจะลงทุนให้ท่านก่อน

เมื่อถึงกำหนดส่งมอบทองคำ วันนั้นราคาทองคำของท่านอาจจะสูงกว่าวันที่ท่านสั่งซื้อก็ได้

อย่าปล่อยให้เงินนิ่งสนิทอยู่กับที่จนลดคุณค่าของเงินลง ปลุกเงินของท่านให้กลับฟื้นขึ้นมามีชีวิตชีวา และเคลื่อนไหวได้อย่างสดใสตลอดกาล

เราขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับอนาคตของท่าน

ความรุ่งโรจน์แห่งสุวรรณพัตรา คือความรุ่งโรจน์แห่งสังคมไทย

.........สุวรรณพัตรา ทองคำเพื่ออนาคต.........

................................................................................................................................................

ติดต่อสอบถาม
คุณทิวากร  ทองอินทร์   www.thesiamtharawalai.com   thamxxx2@yahoo.com   Tel. 081-494-3770

บริการทองคำแท่ง 96.5%



บริการสร้อยคอทองคำ 96.5%

 


ดูราคาทองวันนี้

 

พิเศษ สร้อยคอทองคำ ขายราคาเดียว ไม่สนราคาทองขึ้นลง
คลิ๊กดูรายละเอียด

สุวรรณพัตรา ทองคำเพื่ออนาคต
ขอเสนอ สุวรรณพัตรา โกลด์ แอคทีฟ / Suwannaphatra Gold Active

ดูรายละเอียด สุวรรณพัตรา แชริตี้ โกลด์ ซีรีย์ ลิมิเต็ด อิดิชั่น / Suwannaphatra Charity Gold Series Limited Edition

................................................................................................................................................

          คุณสมบัติของทองคำ

ทองคำ เรียกโดยย่อว่า “ทอง” เป็นธาตุลำดับที่ 79 มีสัญลักษณ์ Au ทองคำเป็นโลหะแข็งสีเหลือง เกิดเป็นธาตุอิสระในธรรมชาติ ไม่ว่องไวต่อปฏิกิริยาและทนทานต่อการขึ้นสนิมได้ดีเลิศ ทองคำมีจุดหลอมเหลวที่ 1064 องศาเซลเซียส จุดเดือดที่ 2701 องศาเซลเซส มีความถ่วงจำเพาะ 19.244 และมีน้ำหนักอะตอม 196.67 ลักษณะที่พบเป็นเกล็ด เม็ดกลม แบน หรือรูปร่างคล้ายกิ่งไม้ รูปผลึกแบบลูกเต๋า(Cube) หรือ ออคตะฮีดรอน (Octahedron) หรือ โดเดกะฮีดรอน (Dodecahedron)
คุณสมบัติ สำคัญของทองคำอีกประการหนึ่งคือ ทองคำเป็นโลหะที่อ่อนและเหนียว ทองคำหนัก 1 ออนซ์ สามารถทำให้เป็นเส้นได้ยาวถึง 50 ไมล์ และสามารถตีแผ่ทองคำให้เป็นแผ่นบางขนาด 0.00005 นิ้วได้ (หรืออาจบุเป็นแผ่นจนมีความหนาน้อยกว่า 0.0001 มิลลิเมตรได้) นอกจากนี้ ทองคำยังเป็นโลหะที่ไม่ละลายในกรดชนิดใดเลย แต่สามารถละลายได้อย่างช้าๆ ในสารละลายผสมระหว่างกรดดินประสิวและกรดเกลือ
จุดเด่นสำคัญของทองคำอยู่ที่สี กล่าวคือ ทองคำมีสีเหลืองสว่างสดใส และมีความสุกปลั่ง (Brightness) มีประกายมันวาวสะดุดตา นอกจากนี้ยังไม่เป็นสนิมแม้จมดินจมโคลน มีความแข็งเหนียว เนื้อแน่น ไม่สกปรก ไม่หมอง ไม่เป็นคราบไคลง่ายเหมือนวัตถุชนิดอื่นๆ
คุณสมบัติ เหล่านี้ประกอบกับลักษณะภายนอกที่เป็นประกายจึงทำให้เป็นที่หมายปองของ มนุษย์มาเป็นเวลานาน โดยนำมาตีมูลค่าสำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศและใช้เป็นวัตถุดิบที่ สำคัญสำหรับวงการเครื่องประดับ
ทองคำ ได้รับความนิยมอย่างสูงสุดในวงการเครื่องประดับ เพราะเป็นโลหะมีค่าชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติพื้นฐาน 4 ประการซึ่งทำให้ทองคำโดดเด่นและเป็นที่ต้องกาสเหนือบรรดาโลหะมีค่าทุกชนิดใน โลก คือ
1.ความงดงามมันวาว (Lustre) สีสัน ที่สวยงามตามธรรมชาติผสานกับความมันวาวก่อให้เกิดความงามอันเป็นอมตะ ทองคำสามารถเปลี่ยนเฉดสีทองโดยการนำทองคำไปผสมกับโลหะมีค่าอื่น ๆ ช่วนเพิ่มความงดงามให้แก่ทองคำได้อีกทางหนึ่ง
2.ความคงทน (Durable) ทองคำไม่ขึ้นสนิม ไม่หมอง และไม่ผุกร่อน แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ตาม
3.ความหายาก (Rarity) ทองคำเป็นแร่ที่หายาก กว่าจะได้ทองคำมาหนึ่งออนซ์ ต้องถลุงก้อนแร่ที่มีทองคำอยู่เป็นจำนวนหลายตัน และต้องขุดเหมืองลึกลงไปหลายสิบเมตรจึงทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูง เป็นสาเหตุให้ทองคำมีราคาแพงตามต้นทุนในการผลิต
4.การนำกลับไปใช้ประโยชน์ (Reuseable) ทองคำ เหมาะสมที่สุดต่อการนำมาทำเป็นเครื่องประดับ เพราะมีความเหนียวและอ่อนนิ่ม สามารถนำมาทำขึ้นรูปได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยการทำให้บริสุทธิ์ (Purified) ด้วยการหลอมได้อีกนับครั้งไม่ถ้วน

คุณประโยชน์ของทองคำ
1. วงการอุตสาหกรรมเครื่องประดับอัญมณี ทองคำได้ครอบครองความเป็นหนึ่งในฐานะโลหะที่ใช้ทำเป็นเครื่องประดับ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จากอดีตถึงปัจจุบันเครื่องประดับอัญมณีทองคำได้มีส่วนทำเป็นฐานเรือนรองรับอัญมณีมาโดยตลอด จากรูปแบบขั้นพื้นฐานของงานทองที่ง่ายที่สุด ไปสู้เทคนิคการทำทองด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง
2. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจการคลัง ทองคำมีประโยชน์ในฐานะเป็นโลหะสื่อกลางแห่งการแลกเปลี่ยนเงินตรา ทองคำถูกสำรองไว้เป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ เพราะทองคำมีมูลค่าในตัวเอง ผิดกับเงินตราสกุลต่างๆ อาจเพิ่มหรือลด ได้ ทองคำถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรของตลาดการค้า นอกจากนี้ยังได้มีการจัดทำเป็นเหรียญกษาปณ์ทองคำ หรือแสตมป์ทองคำ หรือ ธนบัตรทองคำ ซึ่งถูกผลิตโดยรัฐบาล หรือหน่วยงานเอกชน ในวาระโอกาสพิเศษต่าง ๆ เพื่อก่อให้เกิดกระแสค่านิยมการเก็บสะสมเป็นที่ระลึกอีกด้วย
3. ทองคำในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทองคำถูกนำมาให้ในวงการอิเล็คทรอนิกส์และการสื่อสารโทรคมนาคม อาทิเช่น สวิตซ์โทรศัพท์ที่ใช้เป็นแผงตัด เพื่อให้กระแสไฟฟ้าเดินได้สะดวก การใช้ลวดทองคำขนาดจิ๋วเชื่อมต่อวัสดุกึ่ง ตัวนำและทรายซิสเตอร์ การใช้ลวดทังสเตนและโมลิบดีนัมเคลือบทองคำใช้ในอุตสาหกรรมหลอดสูญญากาศ การเคลือบผิวเสาอากาศด้วยทองคำเพื่อการสื่อสารระยะไกล การใช้ตาข่ายทองคำเพื่อป้องกันการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในระบบการ สื่อสารการบินพาณิชย์ การใช้อลูมิเนี่ยมเคลือบทองในเครื่องถ่ายเอกสารเพื่อทำหน้าที่สะท้อนรังสี อินฟราเรดได้อย่างดีเลิศ การใช้โลหะทองคำเจือเงิน และนิกเกิลประกบผิวทองเหลืองสำหรับใช้ในปลั๊ก ปุ่มสวิตซ์ไช้งานหนัก หรือสปริงเลื่อนในลูกปิดเลือกเปลี่ยนช่องทีวี แผงวงจรต่างๆ ก็มีทองคำเป็นตัวนำไฟฟ้าเพื่อให้ทำงานได้ตลอดอายุงานเนื่องจากทองคำอยู่ ตัว และไม่เกิดฟิล์มออกไซด์ที่ผิว
4. ประโยชน์ในการคมนาคมและการสื่อสารโทรคมนาคม ทองคำมีคุณสมบัติการสะท้อนรังสีอินฟราเรดได้ดี ทองคำจึงถูกนำมาใช้กับ ดาวเทียม ชุดอวกาศ และยานอวกาศ เพื่อป้องกันการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ที่มากเกินไป กระจกด้านหน้าของเครื่องบินคองคอร์ด จะมีแผ่นฟิล์มทองคำติดไว้ป้องกันรังสีจากดวงอาทิตย์ และป้องกันการจับตัวเป็นน้ำแข็งหรือการทำให้เกิดฝ้าหมอกมัวกระจกด้านนอกของเครื่องเป็นที่มีสีน้ำตาลหรือบรอนซ์จาง ๆ และมองจากด้านในจะเป็นสีน้ำเงินจาง ๆ ก็มีชั้นฟิล์มทองคำติดไว้เพื่อป้องกันความกล้าของแสงแดดและความร้อนจากดวง อาทิตย์ ใบจักรกังหันในเครื่องบินไอพ่น ถ้าไม่มีส่วนผสมของทองคำที่จะประสานกับโรเตอร์ ย่อมจะแตกแยกได้ง่าย ชิ้นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องคอมพิวเตอร์ก็มีทองคำเป็นส่วนประกอบอยู่ ด้วย อาคารสำนักงานใหญ่ ๆ ของธนาคารกลางในแคนนาดา ในนครโตรอนโต้ ก็ติดแผ่นฟิล์มทองคำด้วยทอง 24 K มีน้ำหนักรวมถึง 77.7 กิโลกรัม เพื่อลดความร้อน และปรับอุณหภูมิในอาคารให้พอเหมาะและเพิ่มความสวยของอาคารอีกด้วย
5. ประโยชน์ในวงการแพทย์และทันตกรรม ความเชื่อเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยทองคำมีมาแต่ครั้งเก่าก่อน คนโบราณเชื่อว่าเมื่อนำทองคำผสมกับยา จะเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้มีชีวิต ยืนยาว หมอแผนโบราณยังคงสั่ง “ยามเม็ดทอง” ให้กินโรคหลายอย่างรวมทั้งโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศและการเป็นหมัน ในโลกยุคปัจจุบันการแพทย์สมัยใหม่ก็มีการทดลองให้ทองคำเพื่อการบำบัดรักษา โรคภัย ทองคำถูกนำมาใช้ในการต่อสู้กับโรคมะเร็งในรายหนัก ๆ แพทย์จะฉีดสารละลายของทองคำกัมมันตรังสี แต่ปริมาณทองที่ใช้ในการแพทย์รวม แล้วยังเล็กน้อยและไม่มีความสำคัญอะไร ซ้ำราคายังแพงอีกต่างหาก การใช้ทองคำในการแผ่รังสี การสอดทองใส่ในกล้ามเนื้อเพื่อให้มีกำลังต่อสู้กับความเจ็บป่วย การใช้ทองคำเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการแยกวิเคราะห์ปอดและตับ ในด้านทันตกรรม ทองคำถูกนำมาใช้โดยวิธีการบ่มแข็งทองคำ ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย และมีจุดหลอมตัวปานกลาง ทองคำจึงเหมาะสมในการถูกนำมาใช้ในการอุดฟัน ครอบ ฟัน ทำฟันปลอม การจัดฟันและการดัดฟัน

การกำหนดคุณภาพของทองคำ
การกำหนดคุณภาพของทองคำของไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีวิธีการกำหนดคุณสมบัติ ดังนี้
1.ในอดีต
ปราก ฎหลักฐานตามประกาศของพระบาทสมเด็จพระพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ระบุถึงการกำหนดคุณภาพทองคำ โดยตั้งพิกัดราคา(ทองคำ) ตามประมาณของเนื้อทองคำบริสุทธิ์ในทองรูปพรรณ เนื้อทองคำดังกล่าวอาจผสมด้วยแร่เงิน หรือทองแดงมากน้อยตามคุณภาพของทองคำ ส่วนการเรียกทองคุณภาพต่าง ๆ นั้น ใช้วิธีการเรียกราคาของทองคำต่อน้ำหนักทองหนึ่งบาทเป็นมาตรฐานในการเรียก ชื่อทองคำ โดยเริ่มตั้งแต่ทองเนื้อสีขึ้นไปจนถึงทองเนื้อเก้า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ทองเนื้อสี่ หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 4 บาท
ทองเนื้อห้า หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 5 บาท
ทองเนื้อหก หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 6 บาท (ทองดอกบวบ)
ทองเนื้อเจ็ด หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 7 บาท
ทองเนื้อแปด หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 8 บาท
ทองเนื้อเก้า หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 9 บาท

ทองเนื้อเก้าเป็นทองคำบริสุทธิ์ เรียกว่า “ทองธรรมชาติ” หรือบางที่เรียกว่า “ทองชมพูนุช” เป็นทองที่มีสีเหลืองเข้มออกแดง นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกแตกต่างกันอีกหลายชื่อ เช่น “ทองเนื้อแท้” “ทองคำเลียง” ซึ่งหมายถึงทองบริสุทธิ์ปราศจากธาตุอื่นเจือปน ซึ่งตรงกับคำในภาษาล้านนาว่า “คำขา” นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกทองคุณภาพต่าง ๆ อีกหลายชื่อ เช่น “ทองปะทาสี” ซึ่งเป็นทองคำเปลวเนื้อบริสุทธิ์ชนิดหนา “ทองดอกบวบ” เป็นทองที่มีเนื้อทองสีเหลืองอ่อนคล้ายดอกบวบ


2.ในปัจจุบัน
การกำหนดคุณภาพของทองคำยังคงใช้ความบริสุทธิ์ของทองคำในการบ่งบอกคุณภาพของทองคำ โดยการคิดเนื้อทองเป็น “กะรัต” ทองคำบริสุทธิ์ หมายถึง ทองคำที่มีเนื้อทอง 99.99 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้น หรือเรียกกันว่าทองร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือเรียกกันในระบบสากลว่า ทอง 24 กะรัต ทองซึ่งมีเกณฑ์การบ่งบอกคุณภาพของเนื้อทองโดยบ่งบอกความบริสุทธิ์เป็นกะรัต มีชื่อเรียกว่า “ทองเค” ทองคำบริสุทธิ์ไม่มีโลหะหรือสารอื่นเจือปนอยู่เป็นทอง 24 กะรัต หากมีความบริสุทธิ์ของทองคำลดต่ำลงมา ก็แสดงว่ามีโลหะอื่นเจือปนมากขึ้นตามส่วน เช่น ทอง 14 กะรัต หมายถึง ทองที่มีเนื้อทองบริสุทธิ์ 14 ส่วน และมีโลหะอื่นเจือปน 10 ส่วน เป็นต้น ทองประเภทนี้บางทีเรียกว่า “ทองนอก” ซึ่งส่วนมากนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับเพชรพลอยต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมอัญมณี
กะรัต สัญลักษณ์ เปอร์เซ็นต์ เฉดสีที่ได้ นิยมในประเทศ
24 24K 100% ทอง สวิสต์เซอร์แลนด์
22 22K 91.7% เหลืองทอง อินเดีย
21 21K 84.5% เหลืองทอง กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
18 18K 75% เหลืองขาว อิตาลี,ฝรั่งเศส,ญี่ปุ่น
14 14K 58.3% เหลืองขาว สหรัฐอเมริกา,อเมริกาเหนือ,อังกฤษ
10 10K 41.6% เหลือง สหรัฐอเมริกา ,อเมริกาเหนือ
9 9K 37.5% เหลืองปนเขียว อังกฤษ
8 8K 33.3% เหลืองซีด เยอรมนี

สำหรับประเทศไทยนั้นใช้มาตรฐานความบริสุทธิ์ของทองคำที่ 96.5 เปอร์เซ็นต์ หากจะเทียบเป็นกะรัตแล้ว จะได้ประมาณ 23.16 K ซึ่งจะได้สีทองที่เหลืองเข้มกำลังดี และมีความแข็งของเนื้อทองพอเหมาะสำหรับการนำมาทำเครื่องประดับ เนื่องจากทองคำบริสุทธิ์ 99.99 เปอร์เซ็นต์ มีความอ่อนตัวมาก จึงไม่สามารถนำมาใช้งานได้ จำเป็นต้องผสมโลหะอื่น ๆ ลงไปเพื่อปรับสมบัติทางกายภาพของทองคำให้แข็งขึ้น คงทนต่อการสึกหรอ โลหะที่นิยมนำมาผสมกับทองคำได้แก่ เงิน ทองแดง นิกเกล และสังกะสี ซึ่งอัตราส่วนจะสัมพันธ์ตามความต้องการของผู้ใช้งาน กล่าวคือ ผู้ผลิตทองรูป พรรณแต่ละรายจะมีสูตรของตนเอง ในการผสมโลหะอื่นเข้ากับทอง บางรายอาจผสมทองแดงเป็นสัดส่วนที่มากหน่อยเพราะต้องการให้สีของทองออกมามีสี อมแดง หรือบางรายอาจชอบให้ทองของตนสีออกเหลืองขาวก็ผสมเงินในอัตราส่วนที่พอ เหมาะ ซึ่งทั้งหมดนั้นจะได้ความบริสุทธิ์ของทอง 96.5 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกัน

หน่วยวัดน้ำหนักทอง
กรัม [Grammes]
จะใช้กันเป็นส่วนใหญ่ จะถือได้ว่าเป็นสากล หรือนานาชาติก็ได้

ทรอยออนซ์ [Troy Ounces]
และเป็นหน่วยน้ำหนักที่ใช้ในการกำหนดราคาซื้อขายกันในตลาดโลก
ส่วนใหญ่จะใช้กันในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย

ตำลึง,เทล [Taels]
ส่วนใหญ่ใช้กันในประเทศที่ใช้ภาษาจีน เช่นฮ่องกง ไต้หวัน จีน

โทลา [Tolas]
จะใช้กันในอินเดีย ปากีสถาน สิงคโปร์ และประเทศในตะวันออกกลาง

ชิ [Chi]
ใช้ในประเทศเวียตนาม
ดอน [Don]
ใช้ในประเทศเกาหลีใต้
[mesghal]
ใช้ในประเทศอิหร่าน

บาท [Baht]
ใช้ในประเทศไทย

การแปลงหน่วยวัดทองคำแท่ง
1 กิโลกรัม เท่ากับ 32.1508 ทรอยเอานซ์
1 ทรอยเอานซ์ เท่ากับ 31.104 กรัม
1 ตำลึง เท่ากับ 37.429 กรัม
1 โทลา เท่ากับ 11.6638 กรัม
1 ชิ เท่ากับ 3.75 กรัม
1 ดอน เท่ากับ 3.75 กรัม
1 mesghal เท่ากับ 4.6083 กรัม
1 บาท (ทองคำแท่ง) เท่ากับ 15.244 กรัม
1 บาท (ทองรูปพรรณ) เท่ากับ 15.16 กรัม
1 บาท เท่ากับ 4 สลึง
1 สลึง เท่ากับ 10 หุ๋น
1 หุ๋น เท่ากับ 0.38 กรัม
การกำหนดน้ำหนักของทองในประเทศไทย มีหน่วยเป็น “บาท” โดยทองคำแท่ง 1 บาท หนัก 15.244 กรัม ส่วนทองรูปพรรณ 1บาท หนัก 15.16 กรัม

.....................................................................................................

 

          ประวัติของทองคำโลก

ทองคำเป็นที่รู้จักกันในสังคมมนุษย์มาเป็นเวลาเกือบหกพันปีมาแล้ว คำว่า “Gold” นั้นมาจากคำภาษาอังกฤษ คือ “Geolo” ซึ่งแปลว่าเหลือง ส่วนสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ของธาตุทองคำ “Au” มาจากคำภาษาลาติน คือ “Aurum” แปลว่าทอง ในยุคโบราณทองคำได้นำมาใช้เป็นเครื่องตกแต่งในพิธีกรรมทางศาสนา หรือเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความมีอำนาจ ความรุ่งเรือง การค้นพบหาทองครั้งแรกสุดดูเหมือนจะพบทางแถบเอเชียตะวันตก โดยเฉพาะในประเทศ อียิปต์ซึ่งเป็นประเทศที่มีสิ่งของเครื่องทองให้ปรากฏเห็นตั้งแต่ประมาณ 4,000 ปีก่อนศริสตศักราช ต่อมาได้มีการค้นพบอีกที่ประเทศมาเซโดเนีย อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย การขุดทองเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่มีการค้นพบทวีปอเมริกา นับเป็นเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา ทองคำยังคงสามารถใช้เป็นเงินตราที่มีค่าสูงสุด และเป็นโลหะชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับในทุกหนทุกแห่ง การใช้ทองคำเป็นเงินตรานั้นมีบ้าง ในดินแดนที่มีความเจริญที่สุดในสมัยโบราณกาล ทองคำได้ครองความเป็นเจ้าเมื่อเปรียบเทียบกับเงินตรา( คือโลหะ ) มาจนถึงคริสตศตวรรษที่ 19 ได้มีการเอามาตรฐานทองคำเข้ามาใช้ในระบบเงินตราในหลายประเทศนายทุนใหญ่ ๆ โดยรัฐบาลเป็นผู้หลอมทำและจำหน่ายเงินเหรียญทองคำ ทองคำจึงกลายมาเป็นพื้นฐานหลักของระบบเงินตราไป ได้มีการกำหนดมาตรฐานทองคำใช้กันเป็นครั้งแรกที่สุดในประเทศอังกฤษ แล้วค่อย ๆ แผ่ขยายออกไปประเทศอื่น ๆ เมื่อทองคำและเงินหลั่งไหลเข้ามาในยุโรปตะวันตกภายหลังจากที่ได้มีการค้นพบ ทางภูมิศาสตร์ครั้งใหญ่ ( หมายถึงการล่าอาณานิคม )ในศตวรรษที่ 15 และ 16 จาก หลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ตัณหาของมนุษย์ในการที่มุ่งครอบครอง ทองคำได้ผลักดันให้มนุษย์แสวงหาอาณานิคม ทำสงคราง และสร้างอารยธรรม
ในตอนกลางศตวรรษที่ 19 ได้มีการค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนียและในออสเตรเลีย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรปตะวันตกและในอเมริกาเหนือ ทองคำช่วยดึงเอาประเทศต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันก่อตัวเป็นตลาดโลกขึ้น ต่อมาในตอนปลายศตวรรษที่ 19 ได้มีการค้นพบทองคำในอาฟริกาใต้และนี่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของสมัยใหม่ใน ประวัติศาสตร์

ประวัติทองคำในประเทศไทย
ประเทศไทย เคยเป็นที่รู้จักและเรียกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า “สุวรรณภูมิ” แปลว่าแผ่นดินทอง การที่ประเทศไทยได้ชื่อนี้อาจเนื่องมาจากความเป็นจริงของธรรมชาติตามหลักฐาน ที่กรมทรัพยากรธรณีมีอยู่ ซึ่งล้วนแต่มีการร่อนหาทองคำกันมาแต่โบราณ ประเทศไทยครั้งนั้นคงมีทองคำอุดมสมบูรณ์มาก นักเผชิญโชคชาวภาระตะผู้นำอารยะธรรมของชมพูทวีปมาสู่กัมพูชา ในโบราณกาลจึง พากันเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า “สุวรรณภูมิ” แผ่นดินที่ เรียกว่าสุวรรณภูมินี้มีอาณาเขตครอบคลุมพม่า ไทย ตลอดจนแหลม มาลายู สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงประทานอรรถาธิบายไว้ในคำอธิบายหนังสือพระ ราชพงศาวดาร เล่มที่หนึ่ง(พ.ศ.2457) ว่าทรงเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า “สุวรรณภูมิ ตั้งอยู่ตั้งแต่เมืองมอญ ตลอดลงมาถึงแหลมมาลายู หรือบางทีอาจตลอดไปจนถึงเมืองญวน โดยในครั้งกระโน้น ดินแดงนี้อาจเรียกว่าสุวรรณภูมิทั้งหมด”
ความผูกพันกันระหว่างโลหะทองคำกับคนไทยนั้น มีมายาวนาน อาจย้อนไปถึงสมัยอาณาจักรเชียงแสนเพราะมีหลักฐานพระพุทธรูปหล่อ ด้วยทองคำซึ่งมีศิลปะแบบเชียงแสน ปรากฎอยู่ จากนั้น เมื่อไทยได้รับระบบสมมติเทวราชของขอมมาให้เป็นสถาบันบริหารสูงสุด ของประเทศ ทองคำถูกนำมาใช้ในการทำเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และเครื่องราชูปโภค ทั้งหลาย


ความ มั่งคั่งในทองคำของไทยในอดีตอาจพิจารณาได้จากการเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับชาว ต่างชาติ เช่น พระราชสาสน์นั้นเป็นการเขียน (จาร) ลงบนแผ่นทองคำที่เรียกว่าพระสุพรรณบัฏ และเครื่องราชบรรณาการต่าง ๆ ที่ทำด้วยทองคำเป็นต้น นอกจากนี้เครื่องใช้และเครื่องประดับต่าง ๆ ก็ยังนิยมใช้ทองคำด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงการมีทองคำอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเชื่อกันว่าที่มาของทองคำเหล่านี้ คือแหล่งทองที่เป็นเกล็ดปนอยู่ในทราย ซึ่งมีอยู่ทั่วไปตามลำธารของภาคเหนือและภาคอีสานตอนเหนือ

ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ส่งทองคำไปเป็นเครื่องบรรณาการแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศสถึง 46 หีบ และพระองค์ได้ให้เอกอัครราชทูตไทยที่ส่งไปเจริญสัมพันธไมตรีในครั้งนั้นว่า จ้างผู้เชี่ยวชาญการทำเหมืองแร่ทองคำจากฝรั่งเศสมาด้วย แร่ทองคำที่มีการผลิตหรือร่อนแร่กันในสมัยนั้น คือ แร่ทองคำบ้านป่า ร่อน อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีการค้นพบและทำเหมืองมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2283 และมีหลักฐานว่าในปี พ.ศ.2293 สามารถผลิตทองคำ ได้ทองคำหนัก 90 ชั่งเศษ หรือน้ำหนักประมาณ 109.5 กิโลกรัม
ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีเครื่องทองคำที่ควรกล่าวถึง เป็นเครื่องประดับสำหรับ เกียรติยศซึ่งปรากฏในหลักฐานเอกสารต้นตำนานตรานพรัตน์ฯ เมื่อพระมหากษัตริย์บรมราชาภิเษกเสด็จประทับพระที่นั่งภัทรบิฐพราหมณ์ย่อม ถวายพระสังวาลย์นพรัตน์นั้นสวมทรงก่อน

จวบจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325 เป็นต้นมา ในรัชกาลที่ 4 สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การขุดทองลดน้อยลงจนต้องหาซื้อนำ เข้าจากต่างประเทศ การใช้ทองคำมีปรากฏในพระราชนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งได้กล่าว เกี่ยวกับการทำเงินตราสยามเป็นเหรียญเงิน และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้ทำเหรียญทองคำ ด้วยเช่นกัน
กระทั่งปี พ.ศ.2414 มีการค้นพบทองคำที่บ้านบ่อ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีและได้มีการ ทำเหมืองด้วยวิธีการขุดเจาะอุโมงค์ใต้ดินในปี พ.ศ.2416 โดยพระปรีชากลการเจ้าเมืองปราจีนบุรี แต่ปิดดำเนินการในปี พ.ศ.2421 ต่อมาได้เปิดดำเนินการอีกครั้ง ในช่วงปี พ.ศ.2449 – 2459 แต่ไม่มีข้อมูลของการผลิตแต่อย่างใด
จาก นั้นจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชาวต่างประเทศได้เข้าติดต่อค้าขายและมีการเสาะหาทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีชาวอิตาเลียน ได้ขอทำการขุดทองที่บางตะพานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อกลับไปก็ไปเผยแพร่ ว่าประเทศไทยนั้นอุดมด้วยแร่ทองคำเนื้อดีจึงทำให้ชาวต่างชาติหลายชาติได้ เข้ามาขออนุญาตขุดหาแร่ทองคำมากขึ้น
ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลได้ให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำแก่บริษัทจากประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสหลายแห่ง เช่น แหล่งโต๊ะโมะ จังหวัดนราธิวาส แหล่งบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แหล่งกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นต้น แต่บริษัทต่างๆ เหล่านี้ ได้หยุดดำเนินการเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้มีบันทึกไว้ว่า บริษัท Societe des Mine d’Or de Litcho ของฝรั่งเศส ได้ทำเหมืองแร่ทองคำที่แหล่งโต๊ะโมะ จังหวัดนราธิวาส ในระหว่างปี พ.ศ.2479 – 2483 ได้ทองคำหนักถึง 1,851.44 กิโลกรัม ระหว่างปี พ.ศ.2493 – 2500 กรมโลหกิจ(กรมทรัพยากรธรณีในปัจจุบัน) ได้ทำเหมืองทองคำที่บ้านบ่อ จังหวัดปราจีนบุรี สามารถผลิตทองคำได้ถึง 54.67 กิโลกรัม
แหล่งแร่ทองคำ
โดยทั่วไปแล้วมักพบแร่ทองคำจะอยู่ในหินอัคนีชนิดเบสมากกว่าชนิดกรด แต่ส่วนใหญ่จะพบว่าทองอยู่ในหินชั้นและในกระบวนการของหินชั้น พบว่าหินทรายจะมีปริมาณทองมากกว่าหินชนิดอื่น ๆ
ส่วนในแหล่งแร่จะพบว่า แร่ทองจะอยู่กับแร่เงิน ทองแดง และโดบอลต์ ปริมาณที่พบทองในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ทอง 1 กรัมต่อหินหรือดิน 300 เมตริกตัน ส่วนในน้ำทะเลจะมีปริมาณทอง 1 กรัมต่อน้ำทะเล 20,000-90,000 ตัน ซึ่งการสกัดเอาแร่ทองคำออกมาแล้ว ไม่คุ้มต่อการลงทุน กล่าวคือจะมีต้นทุนสูงมาก
การเกิดของแร่ทองคำ
การเกิดของแร่ทองคำนั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบตามลักษณ์ที่พบในธรรมชาติ ดังนี้
1.แบบปฐมภูมิ คือแหล่งแร่ที่เกิดจากกระบวนการทองธรณีวิทยา มีการผสมทางธรรมชาติจากน้ำแร่ ร้อน ผสมผสานกับสารละลายพวกซิลิก้า ทำให้เกิดการสะสมตัวของแร่ทองคำในหิน ต่าง ๆ เช่น หินอัคนี หินชั้น และหินแปร มีการพบการฝังตัวของแร่ทองคำในหิน หรือสายแร่ที่แทรกอยู่ในหิน ซึ่งส่วนใหญ่ จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มีส่วนน้อยที่จะมีขนาดโตพอที่จะเห็นได้ ชัดเจน แหล่งแร่คำแบบนี้จะมีคุณค่าในเชิงพาณิชย์ ก็ต่อเมื่อมีทองคำมากกว่า 3 กรัมในเนื้อหินหนัก 1 ตัน หรือมีทองคำหนัก 1 บาท(15.2 กรัม) ในเนื้อหินหนักประมาณ 5 ตัน (ประมาณ 2 ลูกบาศก์เมตร)

2.แบบปฐมทุติยภูมิ หรือแหล่งลานแร่ คือการที่หินที่มีแร่ทองคำแบบปฐมภูมิได้มีการสึกกร่อนผุพัง แล้วสะสมตัวใน ที่เดิมหรือถูกน้ำชะล้างพาไปสะสมตัวในที่ใหม่ ในบริเวณต่าง ๆ ที่เหมาะสม เช่น เชิงเขา ลำห้วย หรือ ในตะกอนกรวดทรายในลำน้ำ

แหล่งแร่ทองคำที่พบในต่างประเทศ
เมื่อ พ.ศ. 2396 สหรัฐอเมริกาได้มีการค้นพบทองครั้งใหญ่ ผลิตทองได้มากมายจนทำให้เป็น ผู้นำการผลิตทอง ถึง 50 ปี ส่วนในออสเตรเลียก็เช่นเดียวกันกับสหรัฐอเมริกา คือมีการค้นพบทองมากมาย จึงทำให้ตลาดของสหรัฐอเมริกาดูตกต่ำลง แต่ช่วงเวลาไม่นานจำนวนทองที่ ออสเตรเลียก็ลดลงอย่างรวดเร็วในขณะที่การค้นพบทองครั้งใหญ่ ก็เกิดขึ้นอีก ครั้งที่สหรัฐอเมริกาทำให้สหรัฐอเมริกาในตลาดโลกมีความกระเตื้องขึ้นหลังจาก ที่ตกต่ำไป หลังจากนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2439 มีการตื่นทองครั้งใหญ่ที่แคนาดาซึ่งผลิตทองได้เกินกว่า 15 ล้านเอานซ์ต่อปี และในปี พ.ศ. 2458 สุงสุดเกือบ 23 ล้านเอานซ์ต่อปี นับตั้งปี พ.ศ. 2448 ประเทศแอฟริกา เป็นอันดับหนึ่งในการผลิตทอง รองลงมาคือประเทศ สหรัฐอเมริกา ประมาณ 26 ปี ต่อมา ผลผลิตทองของสหรัฐอเมริกาจึงตกเป็นรองประเทศรัสเซียและแคนาดา
ได้มีการประเมินปริมาณของการขุดทองทั่วโลก นับจากเริ่มต้นสมัยประวัติศาสตร์ ได้ทั้งหมด 3 พันล้านเอานซ์ เป็นข้อมูลที่ประเมินไว้ก่อนปี พ.ศ. 2515

แหล่งแร่ทองคำในประเทศไทย
เมื่อประมาณ 60-70 ปีมาแล้ว แหล่งแร่ทองคำที่สำคัญที่สุด คือแหล่งแร่ที่ป่าร้อนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งชาวบ้านที่นี่ทำการหาทองโดยวิธีการร่อน เป็นเวลาหลายปีจนปริมาณลดลง แต่ก็ยังมีเหลือพบบ้าง
กรมทรัพยากรธรณี สำรวจพบแร่ทองคำกระจายอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด ยกเว้นพื้นที่ส่วนที่เป็นที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง พื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่สูงมีอยู่ 2 แนวคือ แนวแรก พาดผ่านจังหวัด เลย หนองคาย เพชรบูรณ์ พิจิตร นครสวรรค์ ลพบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี และ จังหวัดระยอง ส่วนแนวที่ 2 พาดผ่านจังหวัดเชียงราย แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย และจังหวัดตาก ส่วนพื้นที่อื่นๆ พบทองคำกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เช่น บริเวณบ้านป่าร่อน อำเภอ บางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แหล่งโต๊ะโมะ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส และ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
บริเวณที่สำรวจพบว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่ทองคำสูง ในปัจจุบันมีด้วยกัน 9 บริเวณ ดังนี้
1.บริเวณพื้นที่ในเขตตอนเหนือของจังหวัดอุดรธานี อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย อำเภอเมือง อำเภอเชียงคาน และอำเภอปากชม จังหวัดเลย
2.บริเวณพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอสระแก้ว และอำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี
3.บริเวณพื้นที่อำเภอศรีสัชนาลัย อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย อำเภอสบปราบ อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง และอำเภอวังชิ้น อำเภอลอง จังหวัดแพร่
4.บริเวณพื้นที่อำเภอแจ้ห่ม อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ขึ้นไปทางเหนือผ่าน อำเภอเมือง อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอม่จัน อำเภอแม่สาย และอำเภอ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย
5.บริเวณพื้นที่อำเภอสนามชัยเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา ลงไปถึงอำเภอบ้าบึง กิ่ง อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี จรดชายฝั่งทะเลที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี
6.บริเวณพื้นที่อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพาน กิ่งอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอประทิว และอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
7.บริเวณกิ่งอำเภอสุคิริน อำเภอระแงะ และอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส และบริเวณทางตอนใต้ของจังหวัดยะลา
8.บริเวณพื้นที่อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอไทรโยค ถึงอำเภอสวนผึ้งและอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี
9.บริเวณพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอโคกสำโรง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี และอำเภอท่าตะโก จังหวัด นครสวรรค์
ประวัติการผลิตทองคำ
ในช่วง 6000 ปีที่ผ่านมา คาดว่ามีการขุดทองคำขึ้นมาใช้แล้วมากกว่า 125,000 ตัน โดยประวัติการขุดค้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ยุด คือ ยุคก่อนการตื่นทอง และยุคหลังการตื่นทอง คาดว่ากว่า 90% ของทองคำที่เคยถูกขึ้นนั้นถูกขุดขึ้นมาหลังปี ค.ศ. 1848 หรือตั้งแต่ยุคตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย

ยุคแรก (ก่อนปี ค.ศ. 1848)
ในช่วง 2000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวอียิปต์ขุดทองคำได้ไม่ถึงปีละ 1 ตัน จากบริเวณที่เป็นประเทศอียิปต์ ซูดาน และซาอุดิอาราเบียในปัจจุบัน
ในยุคอาณาจักรโรมันรุ่งเรือง คาดว่ามีการขุดทองคำได้ 5-10 ตันจาก สเปน ปอร์ตุเกส และแอฟริกา
ช่วงกลางศตวรรษที่ 15 มีการผลิตทองคำ 5-8 ตันต่อปีจากแถบแอฟริกาตะวันตก ซึ่ง คือบริเวณประเทศกานาในปัจจุบัน
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 มีการผลิตทองคำรวม 10-12 ตัน จากแอฟริกาตะวันตกและ อเมริกาใต้
ในปี ค.ศ. 1847 หนึ่งปีก่อนเกิดการตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย รัสเซียผลิตทองคำได้ 30-35 ตัน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ผลิตได้ทั้งโลกที่มีประมาณ 75 ตัน

ยุคที่สอง (หลังปี ค.ศ. 1848)
หลังปี ค.ศ. 1848 นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญหลังการค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนียและใน ออสเตรเลีย โดยในแต่ละแห่งสามารถขุดได้ทองคำในแต่ลปีเกือบ 100 ตัน
หลังจากได้ได้มีการค้นพบแหล่งทองคำในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นแหล่งที่มีผลผลิต สูงที่สุดมาต่อเนื่องยาวนานนับจากช่วงปลายศตวรรษที่ 18 จนถึงปัจจุบัน
ในช่วงศตวรรษที่ 19 มีการขุดทองคำได้เฉลี่ยปีละ 400 ตัน
ในช่วงปี 1990 โลกมีการขุดค้นได้ทองคำเฉลี่ย 1744 ตันต่อปี ทั้งนี้เพราะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยทำให้การผลิตเดิมที่ไม่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจมีความเป็นไป ได้ขึ้น แต่ราคาทองคำที่ตกต่ำลงทำให้ผลผลิตทองคำไม่เพิ่มสูงขึ้นแต่อย่างใด

............................................................................................

วิธีทำความสะอาดสร้อย
สร้อยที่คุณสวมใส่ ถ้าคุณไม่ทำความสะอาดมันบ้าง คราบสกปรกมันก็หมักหมม
แนะนำวิธีง่ายๆในการดูแลทำความสะอาดสร้อยทองคำ ด้วยอุปกรณ์ง่ายๆที่มีอยู่ที่บ้านนั่นแหละ ได้แก่ น้ำยาล้างจาน แปรงสีฟันเก่าๆ สักอัน

1. ถ้าลวดลายไม่ซับซ้อนซอกซอนอะไรมาก ก็แปรงธรรมดากับน้ำยาล้างจาน แล้วตามด้วยน้ำเปล่าสักรอบ ก็เรียบร้อยครับ
2. ถ้าเป็นลายโปร่งหรือลวดลายที่แปรงถึงยาก
2.1 อาจใช้ต้มเอาเลย เอาสร้อย ลงหม้อ หรือ ถ้วยโลหะเล็กๆใส่น้ำพอท่วมสร้อย น้ำยาล้างจานนิดหน่อยก็พอ เยอะไปเดี๋ยวฟองล้น
ต้มให้เดือดนานจนพอใจ
2.2 ต้มน้ำเปล่า เพื่อขจัดน้ำที่ผสมน้ำยาล้างจาน ที่อาจตกค้างอยู่ตามซอกให้หมดไป
2.3 เอาแปรงปัดๆผิวงาน ขณะยังเปียกน้ำ ตามซอกที่พอจะเข้าถึงอีกที
2.4 หาไดร์เป่าผม มาจัดการเป่าจนกว่าจะแน่ใจว่า ไม่มีน้ำตกค้างตามซอก
การต้ม ควรใช้กับรูปพรรณทองล้วนๆ ถ้าอย่างอื่นปน เช่นสีลงยา หรือ พลอย คงเป็นพิจารณาความเหมาะสมอีกทีนะครับ

เทคนิคการถนอมตะขอสร้อย
หลายท่านที่ชอบใส่สร้อยเส้นสั้นๆแล้วชอบถอดเข้าถอดออก มักจะมีปัญหาตะขอเสียรูปทรง ตะขอหัก แล้วก็ต้องมาเสียตังค์เปลี่ยนตะขอ
มายืดอายุการใช้งานตะขอกันดีกว่า
เทคนิคง่ายๆ ที่อาจมองข้ามกัน โดยง้างกางออกไปด้านข้าง (บางคนเล่นเอาฟันงัดก็มี) โดยเฉพาะตะขอสร้อยเส้นใหญ่ๆ
ผมแนะนำวิธีง่ายๆ ให้ใช้ปลายนิ้ว จับตะขอบิดเอียงไปด้านหน้า หรือ หลัง แค่พอให้ขยับห่วงของปลายสร้อยออกได้ก็พอ การบิดแบบนี้ ใช้แรงน้อยกว่า
ตะขอไม่หักเร็ว และไม่เสียรูปง่ายครับ

ต่างหูแป้นหลวม กำไลแบบเปิดได้ ใช้นานๆแล้วล็อคไม่อยู่
แป้นต่างหู ปกติเมื่อใช้งานไปสักพัก มันจะหลวม วิธีการก็ง่ายๆครับ ถอดมันออกมา แล้วก็บีบด้วยปลายนิ้วให้มันชิดกัน แล้วก็ใส่กลับเข้าไปดูว่าแน่นขึ้นไหม
ปกติ ถ้าไม่เสียรูปไปมาก ก็จะแน่นขึ้นแน่นอนครับ

ส่วนกำไลเปิดปิด เมื่อใช้งานไปสักพัก เดือยมันจะตก ลองหาปลายเข็มขนาดพอเหมาะแหย่ตรงๆ เข้าไปตามรูปครับ เพื่อให้แหนบสปริงมันสูงขึ้น
เท่านี้ก็จะแน่นอย่างกับตอนซื้อใหม่ ทั้งนี้ กำไลต้องไม่เบี้ยวนะครับ ถ้าเบี้ยว คงต้องลองดัดเบาๆให้เข้ารูป หรือ ไม่อยากเสี่ยง ก็ใช้บริการทางร้านทองครับ

สร้อยบุบหรือฉีก
อันนี้ไม่มีวิธีแก้หรอกครับ คงต้องให้ทางร้านทำให้(ถ้าทำได้นะ) แต่จะปรับความเข้าใจของลูกค้าว่า สร้อยทองคำรูปพรรณ มันไม่ได้แข็งแรงอย่างที่หลายๆ
คนคิด ต้องจับหรือใช้งานมันอย่าทะนุถนอมครับ ทองคำเป็นโลหะที่อ่อน สามารถทำ รูปพรรณได้ง่ายกว่าโลหะชนิดอื่นๆ สมัยก่อนทองรูปพรรณมีแต่ลาย
ตันๆ การใช้งานสมบุกสมบันก็ไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่ปัจจุบัน ด้วยราคาทองคำที่แพงขึ้นกับแพงขึ้น + มันสมอง สองมือช่าง ก็รังสรรค์ทองคำเส้นใหญ่ๆ
ราคาเบาๆ สำหรับคน กระเป๋าไม่หนัก ให้ใส่แบบเห็นกันชัดๆ ไม่ต้องทนใส่สร้อยเท่าหนวดกุ้งอีกต่อไป

ลูกค้าเดินเข้าร้านทองเกือบทุกรายก็ว่าได้ครับ บอกกับทางร้านว่า "ขอลายตันๆนะ" แต่เกือบทุกรายเช่นกันครับ เลือกลายที่เตะตาที่สุด คือใหญ่ที่สุดนั่น
แหละ กลับไป ผลที่ตามมาคือ สร้อยบุบ สร้อยฉีก สร้อยขาด ชำรุดง่ายมากๆ
เมื่อรักจะใส่สร้อยโปร่ง ลองมาฟังคำแนะนำ เพื่อยืดอายุการใช้งานของมันครับ

- อันดับแรกเลย อย่าคิดว่า ทองมันแข็งครับ บางคนขอลองกดดูสักหน่อย พอบุบแล้วก็ตกใจ แถมบางทีแก้ไม่ได้เสียด้วย
- บริเวณหัวจรวด หรือ ห่วงร้อยตะขอ เป็นส่วนที่บุบ หัก งอ ฉีก ชำรุดบ่อยที่สุดเพราะความไม่รู้ของผู้สวมใส่เองเลยครับ บางทีจับหัวจรวดงัดเพื่อเปิดตะขอ
ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่ง การเปิดตะขอ ให้จับที่ตะขอบิดเลยครับ อย่าเอาส่วนของสร้อยงัดเด็ดขาด
- อย่าห้อยจี้หนักเกินไป ควรดูขนาดที่เหมาะสมครับ สร้อยโปร่งจะสึกและขาดเร็วมาก ถ้าจี้มีน้ำหนักถ่วงมากเกินไป
- สร้อยติดขัดกัน อย่าใช้แรงดึงให้มันคลาย ค่อยๆจับคลายออกมาอย่างใจเย็นๆครับ ห้ามใช้กำลังเด็ดขาด

สารบางอย่าง ควรหลีกเลี่ยง
- อันแรก ผมไม่แน่ใจว่ามีสารอะไรบ้าง ประเภท น้ำหอม หรือ น้ำยาทำผม อะไรพวกนี้แหละครับ บางครั้งทำให้ทองเปลี่ยนสีไปออกแดงๆแปลกๆ
- สารปรอท อันนี้ตัวสำคัญ

ทองรูปพรรณใช้ร่วมกับทองหุ้ม, เงิน, นาค
- จี้ทองหุ้ม ห้อยกับ สร้อยคอทองคำ แล้วทำให้ทองตรงร่องตะขอสร้อยส่วนที่สัมผัสกับจี้ทองหุ้มนั้นคล้ำหรือดำ นั่นน่าจะเป็นเพราะว่า โลหะอื่นเช่นทองเหลือง
สนิมทองเหลือง ซึ่งสีมันคล้ำกว่าทอง และอาจจะแถมด้วยขี้ไคลคนใส่นั่นแหละ เคลือบลงไปบนผิวทองคำ ทำให้ดูคล้ำได้ สังเกตว่า ถ้าจี้เป็นทอง 90%
ก็เป็นน้อยลง และ 96.5% ด้วยกันก็ยิ่งน้อยลงไปอีก
- ส่วนกรณีเงินใส่คู่กับทองคำ เช่น แหวนเงินกับแหวนทอง หรือ จี้เงินสร้อยทอง หรือ จี้ทองสร้อยเงิน ค่อนข้างจะเห็นชัดเจน เพราะเงินเป็นโลหะที่อ่อนเช่นกัน
กับทอง ถึงแม้ว่าจะแข็งกว่าเล็กน้อย แต่ก็มีบางส่วนสามารถสึกไปติดบนผิวทองคำได้

 

จำหน่ายทองคำ 96.5% จำหน่ายทองคำแท่ง จำหน่ายทองคำรูปพรรณ จำหน่ายทองคำแท้ ราคาทองคำ

 

www.thesiamtharawalai.com
thamxxx2@hotmail.com
เดอะ สยามธาราวาลัย  Bangkok Thailand.  ทิวากร ทองอินทร์ / thiwakorn thong-in
suwanna phatra
ความรุ่งโรจน์แห่งสุวรรณพัตรา คือความรุ่งโรจน์แห่งสังคมไทย

Copyright © 2008 www.thesiamtharawalai.com All rights reserved.

www.thesiamtharawalai.com

suwanna phatra

Web Counter